ใบรับรองอัญมณี สู่ ราคามหาศาล!!!

วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2552 เขียนโดย Admin 0 ความคิดเห็น

การตรวจสอบแหล่งกำเนิดหรือแหล่งที่มาทางภูมิศาสตร์ของอัญมณีนับเป็นงานบริการที่สถาบันได้ดำเนินการเพิ่มเติมจากการให้บริการตรวจสอบอัญมณีทั่วไปซึ่งเน้นการตรวจสอบความเป็นธรรมชาติและการปรับปรุงคุณภาพเป็นหลัก ในปัจจุบันห้องปฏิบัติการวิเคราะห์และตรวจสอบอัญมณีชั้นนำทั่วโลกต่างมีบริการตรวจสอบแหล่งกำเนิดทางภูมิศาสตร์ของอัญมณี ซึ่งโดยทั่วไปการให้บริการดังกล่าวจะครอบคลุมเฉพาะอัญมณีที่มีมูลค่าค่อนข้างสูง เช่น ทับทิม ไพลิน และ มรกต เนื่องจากอัญมณีดังกล่าวหากมาจากแหล่งที่ได้ชื่อว่ามีคุณภาพสูงและเป็นที่นิยมของตลาดก็จะเป็นปัจจัยที่จะส่งผลให้ราคาของอัญมณีนั้นสูงขึ้นด้วย เช่น ทับทิมพม่า ไพลิน
ศรีลังกา มรกตโคลอมเบีย เป็นต้น

เพื่อเป็นการตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย สถาบันได้เปิดให้บริการตรวจสอบแหล่งกำเนิดทางภูมิศาสตร์ของอัญมณีนับตั้งแต่ปี 2546 โดยอาศัยฐานข้อมูลจากงานวิจัยด้านแหล่งกำเนิดที่ทางสถาบันได้จัดทำและดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันสถาบันมีฐานข้อมูลที่สามารถออกใบรับรองแหล่งกำเนิดสำหรับทับทิม ไพลิน และ มรกต จากแหล่งต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง ในส่วนทับทิมได้แก่ แหล่งไทย-กัมพูชา แหล่งพม่า แหล่งเวียดนาม แหล่งมาดากัสการ์ และ แหล่งแทนซาเนีย ในส่วนไพลิน ได้แก่ แหล่งไทย แหล่งพม่า แหล่งศรีลังกา และ แหล่งมาดากัสการ์ ในส่วนมรกตได้แก่ แหล่งโคลอมเบีย แหล่งแซมเบีย แหล่งบราซิล และ แหล่งรัสเซีย ซึ่งแหล่งที่กล่าวมาทั้งหมดล้วนแต่เป็นแหล่งอัญมณีหลักของโลกที่ผลิตอัญมณีชนิดสำคัญดังกล่าวออกสู่ตลาดโลกทั้งสิ้น
สำหรับในวงการค้าอัญมณี ผู้ขายและผู้ซื้อมักนำเอาแหล่งกำเนิดของพลอย
คอรันดัมมาใช้เป็นกลไกสำคัญอย่างหนึ่งในการกำหนดราคา โดยทั่วไปอัญมณีเกือบทั้งหมดที่มีการขอรับบริการตรวจสอบแหล่งกำเนิดล้วนเป็นอัญมณีคุณภาพสูง ขนาดค่อนข้างใหญ่ เนื่องจากอัญมณีคุณภาพสูงที่มาจากแหล่งที่มีชื่อเสียงเท่านั้นมักจะเป็นที่ต้องการในตลาดอัญมณี การทราบแหล่งกำเนิดจะเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้ราคาของอัญมณีเม็ดดังกล่าวสูงกว่าอัญมณีชนิดเดียวกันที่ไม่ได้ระบุแหล่งกำเนิดหรือแหล่งที่มาทางภูมิศาสาตร์เป็นอย่างมาก แม้ว่าอัญมณีทั้งสองเม็ดจะมีคุณภาพใกล้เคียงกันก็ตาม

ในการตรวจสอบแหล่งกำเนิดทางภูมิศาสตร์นั้น ความถูกต้องของผลการตรวจสอบเกิดจากการได้ข้อมูลที่ครบถ้วนจากอัญมณีที่ทำการตรวจสอบ ทั้งในด้านลักษณะมลทิน ผลวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมี ผลวิเคราะห์การดูดกลืนแสง โดยใช้ทั้งเครื่องมือพื้นฐานและเครื่องมือขั้นสูง ซึ่งในการสรุปผลจะต้องนำข้อมูลต่างๆ ที่ได้มาทำการประมวลและเทียบเคียงว่าสอดคล้องกับฐานข้อมูลหรือไม่ ขั้นตอนต่างๆ ล้วนต้องใช้เวลาและประสบการณ์ของนักอัญมณีที่ทำการตรวจสอบเป็นอย่างมาก ส่งผลให้การตรวจสอบแหล่งกำเนิดทางภูมิศาสตร์ใช้เวลานานกว่าการตรวจสอบโดยทั่วไป

ภายหลังจากที่สหรัฐอเมริกาออกกฏหมาย "Tom Lantos Block Burmese JADE Act of 2008" ห้ามนำเข้าอัญมณีที่มีต้นกำเนิดจากประเทศเมียนมาร์สู่ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้ส่งผลกระทบเป็นอย่างมากต่อการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับของประเทศไทยโดยเฉพาะในส่วนของการส่งออกทับทิม เนื่องจากสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดส่งออกหลักและทับทิมที่มีใช้อยู่ในตลาดส่วนใหญ่เป็นทับทิมพม่า สถาบันในฐานะองค์กรหลักในการส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของประเทศ จึงได้ดำเนินการขยายบริการตรวจสอบแหล่งกำเนิดให้แก่อัญมณีจากเดิมที่รับตรวจสอบเฉพาะอัญมณีที่มีขนาดใหญ่กว่า 0.50 กะรัต โดยเพิ่มบริการรับตรวจสอบสำหรับอัญมณีขนาดเล็ก (ไม่ต่ำกว่า 0.20 กะรัต) รวมทั้งการตรวจสอบอัญมณีแบบหมู่ และอัญมณีที่อยู่ในตัวเรือนเครื่องประดับโดยการสุ่มตรวจสำหรับเม็ดที่สามารถวิเคราะห์ได้ และเพื่อความปลอดภัยของผู้ตรวจ สถาบันจึงระบุแต่เพียงว่า "Nonburmese Origin" ซึ่งอัญมณีขนาดเล็กนั้นนับเป็นวัตถุดิบหลักที่นำมาผลิตเป็นเครื่องประดับอัญมณีที่มีการค้าขายและส่งออกสู่ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นจำนวนมาก จึงได้รับผลกระทบโดยตรงจากมาตรการการห้ามนำเข้าอัญมณีของประเทศเมียนมาร์ไปยังสหรัฐอเมริกาดังกล่าว
TOP OF PAGE
ป้ายกำกับ:

ทองโบราณ ''ทองสุโขทัย''

เขียนโดย Admin 1 ความคิดเห็น

สุโขทัยเป็นดินแดนขึ้นชื่อแห่งความอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรมากมาย “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” แม้แต่ ”ทอง” ที่สมัยนั้นก็เหลือล้นจนจารึกไว้ในหลักศิลาจารึกว่า “ใครจักใคร่ค้าเงินค้าทองค้า”

เที่ยวชมมรดกโลกที่ศรีสัชนาลัยของสุโขทัยอีกแห่งหนึ่ง ชาวศรีสัชฯ บอกว่าดูเมืองโบราณแล้ว ต้องดูของโบราณที่ทำขึ้นใหม่ด้วย เพื่อให้สอดคล้องกับคำจารึกข้างบนที่ค้าเงินค้าทองกันมาเกือบพันปี เพราะว่าเมืองนี้มีทองโบราณ เรียกว่า ทองสุโขทัย หรือทองศรีสัชนาลัย ที่เรียกทองโบราณเนื่องจากเป็นการประดิษฐ์ทองรูปพรรณโดยได้แบบลวดลายจากปูนปั้นโบราณตามศาสนสถานในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยและศรีสัชนาลัย เช่น ลวดลายปูนปั้นที่วัดเชตุพน วัดนางพญา ที่ยังคงมีลวดลายปรากฏอยู่เป็นหลักฐาน

วิธีการทำทองโบราณอันเป็นเอกลักษณ์ ต้องผลิตโดยใช้มือทั้งหมด เริ่มตั้งแต่การใช้ทอง ๙๙.๙๙ เปอร์เซ็นต์ หลอมลงในรางเหลี่ยม รอให้แข็งเป็นแท่ง แล้วนำมารีดเป็นเส้นเพื่อนำไปถักเป็นสายสร้อย มีลวดลายที่ถักทอทองเส้นเล็ก ๆ จำนวนมาก เช่น ลายถักโป่ง ลายสามเสา ซึ่งคล้ายลายถักโป่ง แต่ขนาดเล็กกว่า หรือตีทองให้เป็นแผ่น เพื่อตีลงบนลางโอที่มีรูกลม ๆเป็นแบบขึ้นทรงรูปประคำ จากนั้นเจาะรูที่หัวท้ายลูกประคำเพื่อร้อยสายสร้อย ลูกประคำก็มีหลายแบบ เช่น ทรงตะกร้อ ทรงลูกสน ทรงลูกมะยม และทรงลูกโคม ที่เลียนแบบมาจากโคมไฟโบราณ

การทำทองโบราณแหล่งใหญ่อยู่ที่เมืองศรีสัชนาลัยซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่ของช่างฝีมือต่าง ๆ มาแต่โบราณประมาณ ๑๐ ปีก่อน ร้านทองสมศักดิ์นับว่าเป็นร้านแรกที่ทำทองโบราณ ลวดลายเด่น ๆของร้าน คือ ลายพลายชุมพล ลายเชือกสปริง ลายมือเปียเย้า รวมเวลาการทำทั้งหมดตกชิ้นละกว่า ๓ วัน ช่างฝีมือที่ทำทองก็เป็นชาวบ้านในละแวกศรีสัชนาลัย ความที่เป็นทองเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ทำให้ทองโบราณมีสีทองเปล่งปลั่งกว่าทองเยาวราช “ข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่ง ถ้าหากดูที่ขอทอง ขอจะนิ่มกว่าอย่างเห็นได้ชัด” คุณศุภฤกษ์ ชุมสมัย ผู้จัดการร้านทองสมศักดิ์อธิบายและเล่าต่อว่า

“ทองที่นี่จึงไม่นิยมทำเป็นเครื่องประดับเพชรพลอยเพราะทองจับพลอยไม่อยู่ ที่สำคัญมีการใช้หินสีลงยาทองเป็นลวดลายสีสดใส เช่น สีแดง เขียว น้ำเงิน แทนการประดับเพชรพลอยต่างๆ จนเป็นเอกลักษณ์เด่นของเครื่องประดับทองโบราณสุโขทัย”

เมื่อได้เส้นทองถักและลูกประคำลงยาแล้ว จึงนำมาร้อยเรียงและประกอบให้เป็นเครื่องประดับตามที่ลูกค้าต้องการ ไม่ว่าจะชิ้นเล็ก ๆ อย่างแหวน ต่างหู กำไลข้อมือ สายสร้อย กรอบพระ หรือจะเป็นชิ้นใหญ่ตามที่ลูกค้าสั่งพิเศษ เช่น ทับทรวง รัดเกล้า กำไลแขน กะบังหน้า ไปจนถึงเครื่องประดับตามโบราณวัตถุ โบราณสถานที่เป็นของศักดิ์สิทธิ์ล้ำค่าคู่บ้านคู่เมือง

ร้านที่มีชื่อเสียงในด้านการทำทองโบราณอีกร้านหนึ่งคือร้านสุภาพร ซึ่งมีการพัฒนาให้ทองโบราณนี้ขึ้นชื่อด้วยการออกแบบทองรูปลักษณ์ใหม่ ๆ แต่ยังคงความเป็นทองโบราณไว้ ส่งประกวดแล้วได้รับรางวัลชนะเลิศ ทั้งรางวัลประกวดการออกแบบและผลิตภัณฑ์เครื่องประดับไทย และสร้อยลายพวงมาลัยที่ได้รับรางวัลGolden Design Award’96 เป็นต้น หรือเครื่องทองในภาพยนตร์สุริโยไทก็ทำที่นี่กว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นเครื่องเงินชุบทองประดับพลอยต่าง ๆ

ปัจจุบันทองโบราณสุโขทัยถึงแม้จะมีราคาแพงกว่าทองทั่ว ๆ ไป ราคาขายประมาณบาทละ ๗,๓๐๐ บาท ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวกรุงเทพฯ และชาวใต้ ที่นิยมเครื่องประดับทอง แม้ผลกระทบจากราคาทองในท้องตลาดโลกจะสูงขึ้น แต่ความนิยมในการเลือกซื้อทองโบราณมาเป็นเครื่องประดับ โดยเฉพาะคู่กับชุดไทยแล้ว ยังได้รับความนิยมอยู่เรื่อย ๆ ทองโบราณมีแหล่งผลิตและจำหน่ายหลายร้านค้าตลอดสองข้างทางเส้นสุโขทัย-ศรีสัชนาลัย บริเวณตำบลท่าชัยและตำบลหาดเสี้ยว อำเภอศรีสัชนสลัย

เรื่องโบราณ ๆ ยังคงมีอีกมากน่าสนใจศึกษา โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับทองโบราณยิ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะกล่าวกันว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งบุญญาธิการ ความยิ่งใหญ่ ทองโบราณได้แทนความเจิดจรัสของรุ่งอรุณแห่งความสุข เมื่อนึกถึงทองเมืองเก่าสุโขทัยก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงทองโบราณนี้คู่กันไป
TOP OF PAGE
ป้ายกำกับ:

ทอง เครื่องประดับของไทย

เขียนโดย Admin 0 ความคิดเห็น


ตั้งแต่สมัยโบราณ เครื่องประดับทองมักถูกนำมามอบเป็นของขวัญของกำนัลให้แก่กันในหมู่คนไทย เนื่องในวันเทศ-กาลและวันพิเศษต่างๆ ดังที่บทความเรื่อง เครื่องทองของไทย จากนิตยสาร World of Gold Jewelry & Watches บรรยายไว้ว่า คนไทยมีความผูกพันกับเครื่องประดับทองอย่างเหนียวแน่น ตั้งแต่เริ่มเกิดมาลืมตาดูโลก คนไทยมักจะให้เครื่องประดับทองเป็นของขวัญแก่เด็กแรกเกิด เนื่องในโอกาสที่เกิดขึ้นมาร่วมวงศาคณาญาติ เมื่อเข้าสู่วัยออกเรือนมีคู่ครอง พ่อแม่ฝ่ายชายนิยมมอบสินสอดทองหมั้นมาสู่ขอฝ่ายหญิงในรูปของเครื่องประดับทอง หรือ ทองคำแท่ง แม้กระทั่งในการรับไหว้ลูกสะใภ้ก็ไม่พ้นการมอบเครื่องประดับทองอีก
ด้วยความหมาย และสีอันเป็นมงคลของทองคำ อีกทั้งยังเป็นของขวัญที่มีมูลค่าไม่สูญเปล่า ทองคำจึงเป็นของขวัญที่สร้างความชื่นใจให้แก่ผู้ให้และผู้รับเสมอมาจนกระทั่งปัจจุบัน
TOP OF PAGE
ป้ายกำกับ:

ความรู้เรื่อง ''ทอง''

เขียนโดย Admin 1 ความคิดเห็น


ทองคำ(AU) เป็นโลหะชนิดเดียวที่มีค่าสูงสุด มีคุณสมบัติพิเศษ คือ แม้จะเข้าไปอยู่ในเนื้อโลหะใดก็ตามจะสามารถแสดงคุณสมบัติของตนเองให้ชัดขึ้นได้ตามปริมาณและสามารถสกัดหลอมแยกออกมาจากโลหะอื่นได้อีกด้วย คุณสมบัติพิเศษอีกประการ คือ ทองคำเป็นโลหะที่มีความมั่นคง หรือ คงอยู่ในตัวเองตลอดจนมีกรรมวิธีในการทำให้เป็นทองคำบริสุทธิ์นั้นซับซ้อนเป็นอย่างมาก จึงทำให้ทองคำเป็นโลหะที่มีค่าและหายาก
คุณสมบัติทางวิทยาศาสตร์ ทองคำเป็นธาตุอิสระในธรรมชาติอันเกิดจากการผสมของธาตุอื่น เช่น เงิน ทองแดง เหล็ก เทลรูไลน์ เป็นต้น มีความแข็ง ๒.๕-๓.๐ เท่า ค่าความถ่วงจำเพาะ ๑๕.๖–๑๙.๓ แล้วแต่มลทินปะปนในเนื้อ มีลักษณะสีเหลืองวาว และมีน้ำหนักมาก มีความอ่อนเหนียวที่สามารถทุบเป็นแผ่นบาง ดัด ดึง และทำให้เป็นเส้น หรือรูปทรงต่างๆ ได้ดี ทองคำจะละลายได้ในกรดกัดทองเท่านั้น ความบริสุทธ์ของทองคำจะคิดเป็นกะรัต โดยมีข้อกำหนดว่า ทองคำบริสุทธิ์จะเท่ากับ ๒๔ กะรัต หรือ ๑,๐๐๐ ไฟน์เนส (Fineness) ดังนั้น ทองคำ ๑๘ กะรัต หมายถึง โลหะที่มีทองคำ ๑๘ ส่วน อีก ๖ ส่วนนั้นเป็นโลหะชนิดอื่น เช่น เงิน ทองแดง นิกเกิล หรือมีทองคำ ๗๕๐ ไฟน์เนส หรือ ๗๕ เปอร์เซ็นต์
TOP OF PAGE
ป้ายกำกับ:

การเลือกซื้อทอง ภาค2

เขียนโดย Admin 0 ความคิดเห็น


เรามาต่อจากบทที่แล้วกันเลยดีกว่า ^_^
ขนาดกะรัตของทองรูปพรรณ
เป็นที่ทราบกันดีว่าทองรูปพรรณจะอยู่ในรูปของทองกะรัตไม่ว่าจะเป็น 10 k , 14 k , 18 k และอื่นๆอีกมากมายซึ่งทั้งหมดก็จะมีคุณสมบัติของสีแตกต่างกันไปและด้านราคาก็จะเพิ่มขึ้นตามขนาดกะรัตของทองรูปพรรณเช่นกัน โดยราคาของทองรูปพรรณ 10 k อยู่ในช่วงประมาณ 14-20 $ ต่อกรัม , ทองรูปพรรณ 14 k อยู่ที่ 20-30 $ ต่อกรัม และทองรูปพรรณ 18 k อยู่ที่ 27-37 $ ต่อกรัม โดยเราสามารถสังเกตกะรัตของทองรูปพรรณนั้นได้จากตราประทับบนตัวทองรูปพรรณชิ้นนั้นได้เลย

น้ำหนักของทองรูปพรรณ
คุณรู้บ้างไหมทำไมน้ำหนักจึงเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในการพิจารณาเลือกทองรูปพรรณนั้นก็เพาระว่าน้ำหนักนี้และจะเป็นตัวบอกถึงปริมาณของทองคำที่ใส่ลงไปในทองกะรัตต่างๆ ซึ่งน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นทำให้ราคาและความแข็งแรงของทองรูปพรรณสูงตามไปด้วยเช่นกันนั้นก็เพราะว่าน้ำหนักทองที่เพิ่มขึ้นจะไปช่วยลดการโค้งงอและการหักได้
ลักษณะการออกแบบ
การออกแบบทองรูปพรรณนั้นจะเน้นถึงความพิเศษ , ความประณีต , การสลักลวดลายและความเรียบร้อยอีกทั้งยังมีการเพิ่มลักษณะของพื้นผิวเข้าไปอีกไม่ว่าจะเป็นแบบผิวเงา , แบบผิวด้านและแบบผิวซาติน ซึ่งจากลักษณะการออกแบบที่แตกต่างกันออกไปทำให้ท่านต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นตามการออกแบบ , ตามสีต่างๆ ของทอง และรูปแบบใหม่ๆ ที่ผู้ผลิตใส่เข้าไป โดยเฉพาะงานฝีมือจะมีราคาที่สูงกว่างานทั่วๆไป

ความประณีตและคุณภาพ
ปัจจุบันการผลิตทองรูปพรรณส่วนใหญ่จะผลิตด้วยเครื่องจักรเพราะจะได้ทองรูปพรรณที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานแต่ก็มีการฝีมือที่ผลิตออกมาให้เราได้เลือกซื้อกันอย่างมากมายเช่นกันเนื่องจากงานฝีมือเป็นที่นิยมของท้องตลาดเพราะมีลวดลายที่สวยงามกว่าทองรูปพรรณที่ผลิตโดยใช้เครื่องจักร ดังนั้นเราควรสังเกตให้ดีเวลาเลือกซื้อทองรูปพรรณจุดแรกที่ควรสังเกตคือบริเวณจุดเชื้อมต่อ , ข้อต่อ และตัวสลักเพราะว่าทั้งสามจุดนี้มักจะแตกหักได้ง่ายดังนั้นควรตรวจสอบดูให้แน่ใจว่ามีความแข็งแรงทนทานรวมทั้งตรวจสอบแหล่งที่มาของทองที่นำมาผลิตทองรูปพรรณซึ่งอาจมีการประทับตราบนตัวทองรูปพรรณซึ่งแหล่งที่มาต่างกันราคาก็จะต่างกันไปด้วย

คุณสมบัติของทองคำ

มีความแวววาวอยู่เสมอ ทองคำไม่ทำปฏิกริยากับออกซิเจนดังนั้นเมื่อสัมผัสถูกอากาศสีของทองจะไม่หมองและไม่เกิดสนิม มีความอ่อนตัว ทองคำเป็นโลหะที่มีความอ่อนตัวมากที่สุด ด้วยทองเพียงประมาณ 2 บาท เราสามารถยืดออกเป็นเส้นลวดได้ยาวถึง 8 กิโลเมตร หรืออาจตีเป็นแผ่นบางได้ถึง 100 ตารางฟุต เป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดี ทองคำเป็นโลหะชนิดหนึ่งที่สามารถนำไฟฟ้าได้ดี สะท้อนความร้อนได้ดี ทองคำสามารถสะท้อนความร้อนได้ดี ได้มีการนำทองคำไปฉาบไว้ที่หน้ากากหมวกของนักบินอวกาศเพื่อป้องกันรังสีอินฟราเรด

หน่วยน้ำหนักของทองคำ

กรัม : ใช้กันเป็นส่วนใหญ่ ถือว่าเป็นหน่วยสากล
ทรอยเอานซ์ : ใช้ในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ เช่น อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย
โทลา : ใช้กันทางประเทศแถบตะวันออกกลาง อินเดีย ปากีสถาน
ตำลึง : ใช้ในประเทศที่ใช้ภาษาจีน เช่น จีน ไต้หวัน ฮ่องกง
บาท : ใช้ในประเทศไทย
ชิ : ใช้ในประเทศเวียตนาม

การแปลงน้ำหนักทองคำ

ทองคำความบริสุทธิ์ 96.5% (มาตรฐานในประเทศไทย)

ทองรูปพรรณ น้ำหนัก 1 บาท เท่ากับ 15.16 กรัม
ทองคำแท่ง น้ำหนัก 1 บาท เท่ากับ 15.244 กรัม
ทองคำความบริสุทธิ์ 99.99%

ทองคำ 1 กิโลกรัม เท่ากับ 32.1508 ออนซ์
ทองคำ 1 ออนซ์ เท่ากับ 31.104 กรัม
TOP OF PAGE
ป้ายกำกับ:

การเลือกซื้อทอง ภาค1

เขียนโดย Admin 1 ความคิดเห็น

เศรษฐีหลายท่านมักนิยมสะสมเครื่องเพชร เพราะนั่นถือเป็นการลงทุนอย่างหนึ่งที่ถือว่าคุ้มค่า เพราะยิ่งนานวันมูลค่าของเพชรเก่าก็ยิ่งสูงขึ้น แต่นอกจากเพชรแล้ว หลายคนมักนิยมซื้อทองคำมาเก็บหรือออมด้วยเหมือนกัน เพราะราคาทองคำไม่มีวันตก นับวันราคาทองคำมีแต่จะขึ้นสูงจากตามกาลเวลา
แต่คุณรู้หรือไม่ว่า มีองค์ประกอบใดบ้างที่นำมาใช้ในการพิจารณาในการเลือกซื้อทองรูปพรรณแล้วองค์ประกอบอะไรที่มีผลทำให้ราคาทองรูปพรรณมีความแตกต่างกัน ซึ่งองค์ประกอบเหล่านั้นก็ได้แก่ ขนาดกะรัต , น้ำหนัก ,การออกแบบ , ความประณีตและคุณภาพของทองรูปพรรณ
จริงๆ แล้วทองคำ (Gold) เป็นโลหะมีค่า ที่อยู่ในกลุ่มโลหะประเภทเดียวกับเงิน แพลทินัม แพลเลเดียม โรเดียม อิริเดียม รูธินั่ม และออสเมียมที่หายาก ทองคำเป็นแร่ธาตุตามธรรมชาติซึ่งมีอยู่ในปริมาณน้อยมาก (~ 0.007 ppm) มีความคงทนต่อการเกิดปฏิกิริยาสูง จึงทนต่อการผุกร่อนไม่เกิดออกซิไดซ์กับอากาศ สามารถเก็บรักษาโดยคงรูปลักษณ์ดั้งเดิมอันสวยงามไว้ได้นานไม่มัวหมอง จึงนิยมนำมาใช้ทำเป็นเครื่องประดับ วัสดุทางทันตกรรม บางส่วนของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และทองคำบริสุทธิ์ (99.999%) เป็นทรัพย์สินที่ใช้เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศ

ทองคำ (Gold) โดยมีสัญลักษณ์ทองเคมี คือ Au มาจากภาษากรีกว่า Aurum มีน้ำหนักอะตอม 196.966 amu ความถ่วงจำเพาะ 19.33 g/cc มีจุดหลอมเหลว 1064 องศาเซลเซียส จุดเดือด 2970 องศาเซลเซียส เป็นโลหะอ่อนสามารถตีเป็นแผ่นบางๆหรือดึงเป็นเส้นได้ โดยทองคำบริสุทธิ์หนัก 1 ออนซ์ สามารถดึงเป็นเส้นลวดได้ยาวถึง 35 ไมล์ มีค่าความแข็ง (Hardness) ~ 2-2.5 (เพชร = 10) หน่วยของน้ำหนักทองคำที่ใช้ทั่วไปคือ กรัม สำหรับประเทศไทยนิยมใช้หน่วยเป็นบาท มีค่าเท่ากับ 15.2 กรัม
ทองคำมักนำมาทำเป็นโลหะผสม (Alloy) กับโลหะชนิดอื่น เช่น เงิน นิกเกิล ทองแดง เพื่อเพิ่มความแข็งแรงทนทานและ/หรือปรับปรุงคุณสมบัติทางกายภาพอื่นๆ (เช่น สี จุดหลอมเหลว เป็นต้น) เช่น ทองกะรัต (Karat Gold)ได้จากการผสมทองคำบริสุทธิ์กับเงินและทองแดง ทองคำขาว (White Gold) ได้จากการผสมทองคำบริสุทธิ์กับพัลลาเดียม นิกเกิลและสังกะสี และทองสีชมพู (Pink Gold) ได้จากการผสมทองคำบริสุทธิ์ กับเงินและทองแดง (ในสัดส่วนทองแดงที่มากขึ้น) ปริมาณทองคำหรือความบริสุทธิ์ของทองคำนี้จะแตกต่างกันไปตามลักษณะของการใช้งานและความต้องการของแต่ละประเทศ บทนี้ก้อพอเท่านี้ก่อน นะครับ!!!
TOP OF PAGE
ป้ายกำกับ:

เทคนิคการดู ''ทองปลอม''

เขียนโดย Admin 0 ความคิดเห็น

1.สังเกตดูยี่ห้อภาษาจีนว่ารู้จักหรือไม่ ถ้ายี่ห้อดูไม่ชัดเจน หรือตอกตัวอักษรจีนแบบมั่วๆ อ่านไม่รู้เรื่อง ก็ให้ระวังตัวให้ดีว่าเป็นทองปลอม แต่ก็ อย่าเพิ่งชะล่าใจเพราะปัจจุบัน มิจฉาชีพ บางคนปลอมแปลงยี่ห้อร้านชื่อดัง หรือตัดต่อหัวท้าย ของจริงมาใส่กับทองปลอมที่ทำขึ้นมาด้วย

2.สังเกตขนาดของทองรูปพรรณคือ ถ้าทองที่มาขาย น้ำหนัก 1บาท แต่มีขนาดเท่ากับทอง 2บาท (ต้องเปรียบเทียบกับทองลวดลายเดียวกัน)ก็ขอให้ระวังตัวให้ดี เพราะทองคำเป็นโลหะที่มีมวลหนักเกือบที่สุดในโลก ส่วนโลหะเงิน จะมีมวลมากกว่าทองคำเท่าตัวดังนั้นถ้าหากมิจฉาชีพนำสร้อยเงินชุบทองมาขายก็จะมีขนาดใหญ่กว่าทองจริงเท่าตัว

3.ลองโยนดูในมือ ดูน้ำหนักทองที่ตกกระทบกับมือเรา ถ้าเป็นมืออาชีพที่มีประสบการณ์มานานจะสามารถบอกได้เลยว่าเป็นทองปลอมหรือไม่ เพราะถ้าทองจริงจะมี น้ำหนักที่คุ้นมือ ถ้าทองปลอมจะมีน้ำหนักเบาในมือ แต่ขอให้ระวังในกรณีที่เป็นทองยัดไส้เงิน หรือ ยัดไส้น้ำประสานทองเพราะจะโยนแล้ว หน่วงมือผิดปกติ ขอให้ใช้วิจารณญานด้วยว่าทองที่ลูกค้านำมาขายนั้น เป็นลายโปร่งหรือลายตัน ถ้าเป็นลายโปร่งแต่โยนแล้วหนักมือผิดปกติ ให้สันนิษฐานว่ามีการยัดไส้เงิน หรือ น้ำประสานทองไว้ภายใน

4.ถ้าเป็นแหวนหรือกำไลเงินหุ้มทองให้ใช้วิธีการโยนให้แหวนตกกระทบลงกับตู้กระจก หรือโยนลงบนพื้นบ้าน แล้วฟังเสียงเวลาตกกระทบเปรียบเทียบกับแหวนทองจริงน้ำหนักเดียวกันของร้านเรา ว่ามีเสียงแตกต่างกันหรือไม่เพราะถ้าแหวนเงินยัดไส้จะมีเสียงตกกระทบกับกระจกหรือพื้นบ้านที่ดังกว่าเพราะหนากว่าแหวนทองจริง ที่เสียงจะเงียบกว่ามาก

5.ระวังลูกค้าที่ทำให้เราวุ่นวาย หมุนไปหมุนมา เปลี่ยนใจบ่อยๆ หรือ ทำท่ายื้อยักว่าจะขายแล้วเปลี่ยนใจไม่ขาย เอาทองที่ให้เราดูขึ้นๆลงๆจากกระเป๋า เพราะคนร้ายกำลังเปลี่ยนเส้น จากทองจริงที่ให้เราดูทีแรก กับทองปลอมที่เตรียมมากะเวลาเราเผลอไม่ทันสังเกตอีกที ก็เจอทีเด็ดทองปลอมจากเขาเลย

ข้อสำคัญที่สุดคืออย่าโลภ ถ้าลูกค้าคนไหนดูผิดปกติ วอกแวก น่าสงสัย บอก น้ำหนักทองที่มาขายไม่ถูกต้อง หรือบอกว่าตนเองไม่ได้เป็นเจ้าของทองแต่เพื่อนขอร้องให้เขานำมาขาย หรือให้คนแก่ หรือเด็กมาขาย ก็ขอให้ระวังเพราะเขาอาจจะโดนหลอกให้มาขาย แล้วเป็นแพะรับบาป ปฏิเสธการซื้อทองเก่าจากเขาจะเป็นการดีที่สุด
TOP OF PAGE
ป้ายกำกับ: